เรากะเพื่อน

วันพุธที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2555

8 ผลไม้ลดความอ้วน ที่สาว ๆ ต้องลิ้มลอง

8 ผลไม้ลดความอ้วน ที่สาว ๆ ต้องลิ้มลอง

8 ผลไม้ลดความอ้วน ที่สาว ๆ ต้องลิ้มลอง
    คุณ สาว ๆ คนไหนที่ปรารถนาจะมีหุ่นเพรียวสวยได้สัดส่วน ก็มักจะเลือกทานผลไม้เป็นของว่าง หรือบางรายก็ทานผลไม้แทนอาหารหลักบางมื้อเลยทีเดียว เพื่อที่ตัวเลขบนเครื่องชั่งน้ำหนักจะได้ลดลงสมใจ ว่า แต่...จะเลือกทานผลไม้อะไรดีล่ะ ถึงจะช่วยลดความอ้วนได้แบบสบาย ๆ แถมยังอิ่มท้อง วันนี้ เราก็มีผลไม้ 8 ชนิด ที่จะช่วยให้คุณสาว ๆ ลดความอ้วนได้ไม่ยากมาบอกกัน
 
 แอปเปิ้ล

          ผลไม้สีแดง ๆ เขียว ๆ นี้ สามารถช่วยคุณสาว ๆ ลดความอ้วนได้อย่างสบาย ๆ เลยล่ะ เพราะแอปเปิ้ลได้ชื่อว่าเป็นราชาของผลไม้ลดน้ำหนัก เนื่องจากแอปเปิ้ลมีเส้นใยอาหาร หรือไฟเบอร์มากมาย เมื่อทานเข้าไปแล้ว จะช่วยให้เรารู้สึกอิ่มท้องนาน เพราะน้ำตาลฟรักโทสในแอปเปิ้ลจะเปลี่ยนรูปเป็นพลังงานอย่างช้า ๆ ช่วยให้ร่างกายไม่รู้สึกหิว

          นอกจากนั้นแล้ว แอปเปิ้ลยังให้พลังงานเพียงแค่ 59 แคลอรี จึงไม่ทำให้อ้วน แถมยังมีวิตามิน แร่ธาตุที่มีประโยชน์ต่อร่างกายอีกมากมาย โดยเฉพาะ "เพคติน" ที่มีคุณสมบัติพองตัวได้มาก มันจึงไปเพิ่มกากใยในอาหาร ทำให้ระบบขับถ่ายเป็นไปอย่างปกติ จึงช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ ช่วยจับคอเลสตอรอล และช่วยกำจัดสารพิษในร่างกายได้ด้วย
 

 ฝรั่ง

          สุดยอดผลไม้ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยวิตามินซีชนิดนี้ ช่วยให้คุณลดความอ้วนได้ไม่ยาก เพราะฝรั่งเป็นผลไม้ที่ให้พลังงานต่ำ แถมยังเคี้ยวเพลินอีกต่างหาก จึงเหมาะกับสาว ๆ ที่อยากกินจุบกินจิบเรื่อย ๆ ซึ่งนอกจากจะช่วยลดความอ้วนได้แล้ว วิตามินซีในฝรั่งยังช่วยสร้างคอลลาเจน ทำให้ผิวพรรณเต่งตึง ไร้ริ้วรอยอีกด้วย

          เพราะฉะนั้น หิวครั้งหน้า ก็อย่าลืมคว้าฝรั่งมาทานแทนขนมกรุบกรอบนะคะ อ๊ะ...คำเตือนก็คือ ทานแต่ฝรั่งเปล่า ๆ เท่านั้นนะ อย่าเผลอจิ้มพริกเกลือ พริกน้ำตาล เด็ดขาด เพราะจะทำให้อ้วนได้นะเออ

 แตงโม

          แตงโมลูกโต ๆ รสหวาน ๆ ไม่ได้ทำให้คุณอ้วนแต่ประการใด เพราะแตงโม 1 ถ้วย ให้พลังงานเพียง 50 แคลอรีเท่านั้น แถมยังให้ไขมันน้อยนิด และยังชุ่มฉ่ำไปด้วยน้ำถึง 93% ของส่วนประกอบทั้งหมด ทำให้เรารู้สึกอิ่มเร็ว เพราะฉะนั้น ไม่ต้องกลัวเลยว่า แตงโม จะทำให้คุณสาว ๆ อ้วนได้ ตรงกันข้าม หากรับประทานแตงโมแทนอาหารมื้อเย็นหนัก ๆ ก็ช่วยลดความอ้วนได้ด้วย แต่ควรทานอย่างพอดี ไม่มากไปนะจ๊ะ ไม่เช่นนั้นท้องไส้จะปั่นป่วนเอาได้ แถมยังต้องเข้าห้องน้ำปัสสาวะบ่อย ๆ ด้วย

 
ส้ม

          สาว ๆ หลายคนมักแกะกากส้มออกจนหมด เพื่อให้ทานได้ง่าย ๆ แต่รู้ไหมว่า คุณกำลังทิ้งของดีไปเสียแล้ว เพราะกากใยของส้มนั่นแหละคือสิ่งที่จะช่วยควบคุมน้ำหนักตัวให้สาว ๆ ได้ โดยกากใยจะช่วยทำให้รู้สึกอิ่มท้องเร็ว และช่วยทำให้ระบายท้องได้ดี อย่างไรก็ตาม ส้ม เป็นผลไม้ที่ให้พลังงานค่อนข้างสูง เมื่อเทียบกับผลไม้ลดความอ้วนชนิดอื่น ๆ ดังนั้น ควรรับประทานแต่พอดีแล้วกันนะ

 มะละกอ

          มะละกอ เป็นผลไม้ที่ช่วยขับสารพิษของเสียออกจากร่างกาย แถมยังช่วยกำจัดไขมันต่าง ๆ ภายในร่างกายได้ด้วย โดยมะละกอมีเอนไซน์ปาเปน ที่จะช่วยย่อยโปรตีน และย่อยอาหาร จึงช่วยลดน้ำหนักได้อีกทางด้วย ส่วนใครที่อยากมีผิวพรรณสวย มะละกอ ก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสน เพราะมะละกอมีวิตามินซี และเบตาแคโรทีนสูง จึงช่วยบำรุงผิวพรรณได้

 แก้วมังกร

          แก้วมังกรเป็นผลไม้ที่ช่วยให้คุณอิ่มท้องได้ง่าย ๆ ไม่แพ้ผลไม้ชนิดอื่น เพราะแก้วมังกรมีกากใยสูงและแคลอรีต่ำ แถมยังมีรสหวานอร่อย หลาย ๆ คน จึงเลือกรับประทานแก้วมังกรเป็นอาหารเย็น หรือทานรวมกับผักสลัดอื่น ๆ เพื่อช่วยลดน้ำหนัก โดยไม่ต้องห่วงว่าจะความหวานจะไปเป็นไขมันสะสมในภายหลัง

          และนอกจากลดน้ำหนักแล้ว ผลพลอยได้จากแก้วมังกรที่คุณสาว ๆ ไม่ควรพลาดอีกเช่นกันก็คือ แก้วมังกรเป็นผลไม้อีกหนึ่งชนิดที่มีวิตามินซีสูงมาก ดังนั้น จึงช่วยบำรุงผิวพรรณไปในตัว แถมยังช่วยกระตุ้นต่อมน้ำนมดีต่อคุณแม่ที่เพิ่งคลอดบุตรด้วย
 
 กีวี

          อีกหนึ่งผลไม้ยอดนิยมของสาว ๆ ที่ปรารถนาจะลดน้ำหนักเลยล่ะ เพราะกีวีเป็นผลไม้ที่มีกากใยมากกว่าแอปเปิ้ลและส้มถึง 25% ทำให้รู้สึกอิ่มเร็วและนาน แถมยังมีวิตามินซี และวิตามินอีสูง ซึ่งจะช่วยให้ผิวพรรณสดใส ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ลดคอเลสเตอรอลในเลือด บำรุงเซลล์เม็ดเลือดแดงให้แข็งแรง และช่วยสลายไขมันในเลือดด้วย ใครที่ชอบทานกีวีจึงได้ประโยชน์จากกีวีแบบหลายเด้งเลย

 เกรปฟรุต 

          สุดยอดผลไม้ไดเอตที่กำลังเป็นที่นิยม เพราะเมื่อไม่นานมานี้ นักวิจัยในสหรัฐอเมริกาพบว่า การกิน "เกรปฟรุต" ครึ่งลูกก่อนมื้ออาหารจะช่วยให้น้ำหนักลดลงได้อย่างเหลือเชื่อ โดยสามารถลดปริมาณแคลอรีได้ถึง 150 แคลอรีต่อวันเชียวนะ แถมเกรปฟรุตครึ่งลูกก็มีแคลอรีเพียงแค่ 39 แคลอรีเท่านั้นเอง
ที่มา: www.kapook.com

กินผักตามฤดู 12 เดือน

กินผักตามฤดู 12 เดือน

กินผักตามฤดู 12 เดือน
     อย่างที่รู้ ๆ กันอยู่นะคะว่า ผักสีเขียว ๆ จะช่วยให้เราผิวพรรณผ่องใส และระบบการขับถ่ายทำงานดีขึ้น ยิ่งถ้าเราได้รับประทานผักสด ๆ ด้วยแล้ว จะยิ่งได้วิตามินซีตามไปด้วยนอกจากนั้นผักทุกประเภทยังอุดมไปด้วยสารโพแทสเซียม ซึ่งช่วยให้เกิดภาวะสมดุลในร่างกายของเรา

          เมื่อรู้ถึงคุณประโยชน์ของผักอย่างนี้แล้ว เห็นทีคงต้องอาศัยข้อมูลจาก รศ.ดร.ประไพศรี ศิริจักรวาล หัวหน้าฝ่ายมนุษยโภชนาการ สถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา มาเล่าสู่กันฟังแล้วล่ะค่ะว่า ถ้าจะเลือกผักตามฤดูกาลเพื่อหลีกเลี่ยงสารพิษ ในแต่ละเดือนเราควรเลือกผักประเภทไหนที่เหมาะสม

เดือนมกราคม

 แครอต กระหล่ำดอก ผักกาดขาว ผักกาดเขียวปลี และปวยเล้ง

          คุณค่าทางสารอาหาร : ผักกาดเขียวและปวยเล้งจะมีแคลเซียมสูง และมีเบต้าแคโรทีน ช่วยบำรุงสายตา และเป็นตัวต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอความเสื่อมของร่างกาย ส่วนแครอตจะให้สารเบต้าแคโรทีน กรรมวิธีการปรุงเราสามารถหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ เพื่อนำมาผัดหรือใส่ลงในซุปได้

 
เดือนกุมภาพันธ์

 มะเขือเทศ ผักโขม แตงกวา

          คุณค่าทางสารอาหาร : เม็ดแตงกวาและเปลือกจะให้ใยอาหาร ผักโขมมีเบต้าแคโรทีนสูง ส่วนมะเขือเทศจะให้สารแคโรตินอยด์ ที่ช่วยต้านปฏิกิริยาออกซิเดชั่น หรือต้านอนุมูลอิสระ (ภาวะชะลอความเสื่อมของร่างกาย) เราสามารถนำมาซอยให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ เพื่อใส่ในน้ำซุป หรือผัดลงในข้าว หรือในไข่เจียวก็ได้ทั้งนั้น
 
เดือนมีนาคม

 ผักกวางตุ้ง เห็ดฟาง ถั่วฝักยาว หอมใหญ่ คะน้า

          คุณค่าทางสารอาหาร : ผักคะน้าจะมีแคลเซียมสูง แต่บางคนอาจจะรู้สึกว่าขม ดังนั้น ถ้าเราหั่นใบเป็นชิ้นฝอย ๆ และลอกก้านคะน้าให้เหลือเพียงสีขาวใส ๆ แล้วนำมาผัดโดยเพิ่มแครอตผสมเข้าไปในข้าว จะทำให้อาหารมื้อนั้นอร่อยถูกปากยิ่งขึ้นค่ะ นอกจากนั้นคะน้ายังอุดมไปด้วยสารอาหารเบต้าแคโรทีนด้วย ส่วนถั่วฝักยาวควรล้างให้สะอาด ๆ แล้วรับประทานสด ๆ เพื่อจะได้ปริมาณวิตามินซีอย่างเต็มที่

 
เดือนเมษายน

 หอมใหญ่ ถั่วฝักยาว เห็ดฟาง

          คุณค่าทางสารอาหาร : หอมใหญ่มีสารต้านปฏิกิริยาออกซิเดชั่น ซึ่งช่วยชะลอความเสื่อมของร่างกาย เราสามารถซอยหอมใหญ่แล้วนำมาผัดกับข้าวผัด ทำให้ข้าวผัดนั้นมีรสชาติหวานขึ้น ส่วนเห็ดฟางก็นำมาใส่ลงในแกงจืดเปลี่ยนรสชาติของอาหาร ทำให้ไม่น่าเบื่อ

 
เดือนพฤษภาคม

 ถั่วพู หอมใหญ่ มะละกอดิบ

          คุณค่าทางสารอาหาร : มะละกอดิบเอามาทำส้มตำ เท่ากับได้รับประทานผักสด ๆ ซึ่งจะได้รับวิตามินซีเพิ่มขึ้นนะคะ สำหรับถั่วพู นำมาหั่นฝอยผสมไก่หรือหมูสับทอด เป็นทางเลือกที่หลากหลายในการเพิ่มแร่ธาตุแคลเซียมและใยอาหาร

 
เดือนมิถุนายน

 ดอกกุยฉ่าย คะน้า เห็ด

          คุณค่าทางสารอาหาร : ดอกกุยช่ายจะอุดมไปด้วยโฟเลต ซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกายในการสร้างสารพันธุกรรม และช่วยไม่ให้เกิดภาวะโลหิตจางชนิดหนึ่ง ส่วนเห็ดจะให้โปรตีน และคะน้าจะมีแคลเซียมสูง

 
เดือนกรกฎาคม

 ยอดตำลึง ผักบุ้งไทย

          คุณค่าทางสารอาหาร : ผักบุ้งหรือผักที่มีสีเขียวเข้มจะให้สารเบต้าแคโรทีน ช่วยบำรุงสายตาและต้านอนุมูลอิสระ ส่วนผักตำลึงจะให้สารเบต้าแคโรทีนเช่นกัน มีเมนูที่ทำง่าย ๆ ได้คุณค่า เช่น ใส่ลงไปในไข่เจียว หรือต้มจืดรับประทานก็ได้ค่ะ

 
เดือนสิงหาคม

 ผักกระเฉด หัวปลี ข้าวโพด

          คุณค่าทางสารอาหาร : หัวปลีจะมีใยอาหารค่อนข้างมาก ช่วยในเรื่องการขับถ่าย ส่วนข้าวโพดซึ่งจัดเป็นธัญพืชจะมีเบต้าแคโรทีนสูง ผักกระเฉดจะช่วยเรื่องขับถ่าย และเป็นผักที่มีเบต้าแคโรทีนสูงเช่นกัน แต่ระวังในการเลือกซื้อด้วยนะคะ เพราะเดี๋ยวนี้มีการใส่สารที่เป็นอันตรายทำให้ผักดูสดใหม่อยู่เสมอ

เดือนกันยายน

 ผักกระเฉด กวางตุ้ง บวบ

          คุณค่าทางสารอาหาร : กวางตุ้งอุดมไปด้วยแคลเซียม และเบต้าแคโรทีน ส่วนบวบจะให้ใยอาหารค่อนข้างสูง

เดือนตุลาคม

 มะระ ถั่วพู สายบัว ผักกระเฉด

          คุณค่าทางสารอาหาร : มะระเป็นผักสมุนไพรที่ให้วิตามินซีสูง (ถ้ารับประทานดิบ ๆ) เราสามารถทำเป็นเมนูแกงจืดหรือตุ๋นก็ได้ โดยคว้านไส้ในออกแล้วสอดหมูบดลงไป ส่วนผักกระเฉดและสายบัวควรล้างให้สะอาด ๆ ก่อนนำไปบริโภค

เดือนพฤศจิกายน 

 ผักกาดขาว สายบัว

          คุณค่าทางสารอาหาร : ผักกาดขาวมีเบต้าแคโรทีนสูง ส่วนสายบัวให้ใยอาหารช่วยในเรื่องขับถ่าย
 

เดือนธันวาคม

 ถั่วแขก ถั่วลันเตา กะหล่ำปลี

          คุณค่าทางสารอาหาร : กะหล่ำปลีหรือกะหล่ำดอกสดเป็นแหล่งของวิตามินซีอย่างดี เราสามารถนำมาผัด หรือต้มโดยใส่หมู หรือรับประทานสด ๆ ก็ได้ ส่วนถั่วลันเตาเป็นผักที่มีโปรตีนค่อนข้างสูง และมีใยอาหารสูง

          เป็นอย่างไรบ้างคะสำหรับผักตามฤดูกาลต่าง ๆ ที่แนะนำ คราวหน้าคุณๆ คงจะมีโอกาสได้เลือกผักเขียวๆ ตามใจชอบ แถมยังปลอดสารพิษด้วย ทีนี้ครอบครัวของคุณก็จะก้าวเดินอยู่บนเส้นทางสายสุขภาพกันแล้วล่ะค่ะ
 ที่มา: www.kapook.com

วันนี้คุณกินโยเกิร์ตหรือยัง?



วันนี้คุณกินโยเกิร์ตหรือยัง?
          นมก็ไม่ใช่ น้ำก็ไม่เชิง ถ้าโยเกิร์ตทำมาจากนมจริง ทำไมถึงได้มีแต่คนบอกว่าให้กินวันละถ้วย โยเกิร์ตดีอย่างไร? อ่านจบแล้วคุณอาจจะเริ่มอยากกินก็ได้นะ

 รู้จักกับโยเกิร์ต

          โยเกิร์ต คือ ผลิตภัณฑ์จากนมซึ่งเกิดจากการหมักระหว่างนม และโปรไบโอติกส์ (แบคทีเรียดี ๆ ที่ยังมีชีวิต) เมื่อเรากินเข้าไป แบคทีเรียเหล่านี้ก็จะไปสร้างความสมดุลให้จุลินทรีย์เจ้าถิ่นในลำไส้ ผลก็คือ ระบบขับถ่ายและสุขภาพโดยรวมของเราจะดีขึ้นนั่นเอง

 โยเกิร์ตแบบไหนดี

          เดี๋ยวนี้เราอาจเห็นกรีกโยเกิร์ตและโยเกิร์ตแบบธรรมดา ซึ่งแบบกรีกกำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้น เราจะเลือกแบบไหนดีล่ะ?

          กรีกโยเกิร์ต ความจริงแล้วก็คือโยเกิร์ตธรรมดาที่ถูกดูดเอาน้ำและเวย์ (ของเหลวที่ประกอบไปด้วยโปรตีนและแล็กโทส)  ออก ดังนั้น มันจึงเป็นโยเกิร์ตที่เข้มข้นกว่าเดิม คุณจึงได้รับสารอาหารและโปรไบโอติกส์มากขึ้นด้วย เช่น กรีกโยเกิร์ตหนึ่งถ้วยจะมีโปรตีนมากกว่าแบบธรรมดาถึงเท่าตัว แต่จะมีน้ำตาลน้อยกว่า
 

 โปรไบโอติกส์สำคัญอย่างไร

          อย่างที่กล่าวไปแล้ว โยเกิร์ตนั้นเต็มไปด้วยโปรไบโอติกส์ ข่าวดีก็คือโปรไบโอติกส์จำพวกแล็กโตบาซิลลัส หรืออะซิโดฟีลัสจะช่วยป้องกันการติดเชื้อรา หรือเชื้อยีสต์บริเวณช่องคลอด และหลังจากคุณกินยาปฏิชีวนะตามที่แพทย์สั่งจนครบคอร์ส คุณอาจจะอยากกินโปรไบติกส์เพิ่มขึ้น เพราะ "ปฏิชีวนะ" หมายความว่า ตัวยาอาจจะไปฆ่าแบคทีเรียดี ๆ ในลำไส้ด้วยก็ได้

 โยเกิร์ตนี้ดีไฉน

           ส่งเสริมภูมิคุ้มกัน มีการศึกษามากมาย ชี้ว่าการกินโยเกิร์ตทุก ๆ วันจะช่วยป้องกันการติดเชื้อในร่างกาย ดังนั้น โปรไบโอติกส์สำคัญมาก ๆ เพราะมันช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันไปจนถึงระดับเซลล์ ซึ่งจะปกป้องคุณจากไวรัส ปรสิต และมะเร็ง คุณจะได้มีชีวิตยืนยาวยิ่งขึ้น

           ป้องกันแผลในกระเพาะ แล็กโตบาซิลลัสจะช่วยหยุดยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ H.Pylori ซึ่งเป็นสาเหตุของแผลในกระเพาะกว่า 90%
 

 กินโยเกิร์ตอย่างไร

           กินเป็นของว่างทุกวัน จะช่วยให้คุณอิ่ม และมีพลังงานมากกว่าการดื่มเครื่องดื่มที่มีแคลอรีพอ ๆ กัน

           กินโยเกิร์ตรสธรรมชาติ ส่วนใหญ่แล้วจะแต่งกลิ่นผลไม้ และเติมน้ำตาล ดังนั้น เลือกรสธรรมชาติดีกว่า

           มิกซ์แอนด์แมตช์ หากคุณเบื่อการกินโยเกิร์ตรสธรรมชาติ ลองเติมผลไม้สด หรือใช้โยเกิร์ตแทนน้ำสลัดก็ได้

           อย่าซื้อโยเกิร์ตที่มีน้ำตาล มีแป้งข้าวโพด หรือผ่านการพาสเจอไรซ์ เพราะกระบวนการดังกล่าวจะฆ่าเชื้อโปรไบโอติกส์ ซึ่งนั่นจะลดประโยชน์ของโยเกิร์ตอย่างมาก

 Good for Skin

          โยเกิร์ตธรรมชาติมีกรดอัลฟ่า-ไฮดร็อกซี่ ซึ่งจะช่วยลอกเซลล์ผิว นำโยเกิร์ตธรรมชาติมาทาผิวทิ้งไว้ 15 นาที ก่อนล้างออกด้วยน้ำเย็น แล้วค่อยทามอยส์เจอไรเซอร์จะช่วยให้ผิวมีสุขภาพดี
ที่มา: www.kapook.com

กินผักออกกำลัง ต้านมะเร็ง 4 หมื่นชนิด

กินผักออกกำลัง ต้านมะเร็ง 4 หมื่นชนิด

  กินผักออกกำลัง ต้านมะเร็ง 4 หมื่นชนิด


 งานวิจัยใหม่ในออสเตรเลียพบว่า เพียงแค่ออกกำลังกาย และรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ ก็สามารถต้านมะเร็งได้ถึง 25% แล้ว

          ทั้งนี้ งานวิจัยที่จัดทำโดยวารสารเมดิคัลเจอร์นัลออฟออสเตรเลีย ระบุว่า ในปี พ.ศ.2568 จะมีชาวออสเตรเลียป่วยเป็นโรคมะเร็ง 170,000 รายในแต่ละปี สูงขึ้นกว่าอัตราป่วยเป็นโรคมะเร็งในปี 2550 ถึง 60% พร้อมกับเผยอีกว่า อัตราการเกิดโรคมะเร็งมีปัจจัยที่สำคัญมาจากการโภชนาการ การออกกำลังกาย และภาวะโรคอ้วน ซึ่งเพียงแค่รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และออกกำลังกายสม่ำเสมอ ก็ช่วยป้องกันโรคมะเร็งได้ 43,000 ชนิด แทนที่จะต้องสูญเสียเงินทุนในการรักษาถึงปีละ 674 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

          รายงานยังระบุด้วยว่า มะเร็งลำไส้เป็นมะเร็งที่สามารถป้องกันได้ง่ายที่สุด ตามมาด้วยมะเร็งทรวงอก มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งปอด มะเร็งช่องปาก และมะเร็งกล่องเสียง

          อย่างไรก็ตาม งานวิจัยพบว่าชาวออสเตรเลีย 92% ไม่ได้รับประทานผักตามจำนวนที่กำหนดขั้นต่ำ 5 จานต่อวัน ส่วนผู้เป็นโรคอ้วนมีจำนวนเพิ่มขึ้น 62% และอัตราการบริโภคแอลกอฮอล์เพิ่มขึ้น 61%

          ทั้งนี้ นักวิจัยพบว่า เราสามารถลดความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งได้ง่าย ๆ เพียงรับประทานผักผลไม้และธัญพืชเพิ่ม พร้อมกับลดรับประทานไขมันอิ่มตัว

          นอกจากนี้ งานวิจัยยังพบอีกว่า กลุ่มเสี่ยงโรคมะเร็งที่อยู่ในอันตรายมากที่สุดคือ ผู้ที่มีรายได้น้อย เนื่องจากด้านสภาพแวดล้อมและทุนทรัพย์ มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคอ้วนจากการรับประทานอาหารไม่ถูกสุขลักษณะ และออกกำลังกายไม่เพียงพอ ส่วนผู้ที่อยู่ในชนบทห่างไกล หรืออยู่ในสถานที่ที่สภาพแวดล้อมไม่เอื้ออำนวย จะมีโอกาสเป็นโรคอ้วนมากกว่า เพราะตัวเลือกในการรับประทานอาหารมีจำกัด

7 ผักผลไม้เพื่อสุขภาพช่วยชะลอวัย


เลดี้วีซ่าขอนำเสนอเคล็ดลับสุขภาพที่จะช่วยให้สุขภาพของคุณผู้หญิงแฟนๆ เลดี้วีซ่าช่วยมีผิวพรรณสดใสงดงาม แถมยังช่วยชะลอวัยได้อีกต่างหาก ซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วว่า มีสารที่เป็นประโยชน์แก่คุณหญิงทุกวัยเลยทีเดียวค่ะ
ไปดูกันเลยว่า 7 ผักผลไม้ ที่เรานำมาบอกนั้นมีอะไรกันบ้าง…

7 ผักผลไม้เพื่อสุขภาพ ช่วยชะลอวัย

1. แอปเปิ้ล
รู้ไหมค่ะ ในมีสารสำคัญ คือ “เบต้าแคโรทีน วิตามินซีและเส้นใยไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำ” ที่ชื่อว่าสาร “เพคติน” แต่ที่
ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยลดน้ำหนักได้ด้วย เนื่องจากช่วยลดความอยากอาหาร และลดโคเลสเตอรอล หากคุณผู้หญิงเกิดหิวมากๆ แต่ยังไม่ถึงเวลาทานข้าวและไม่อยากทานขนมจุกจิกให้หาแอปเปิ้ลสักลูก จะช่วยลดความหิวได้ เพราะ แอปเปิ้ลมีแป้งและน้ำตาล ในรูปของน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวถึง 75 % ทำให้ร่างกายสามารถดูดซึม น้ำตาลพิเศษได้เร็ว และนำไปใช้ประโยชน์ได้ไม่เกิน 10 นาที ว้าวรวดเร็วจริงๆ ค่ะ ดังนั้นทำให้เมื่อทานแล้วความอยากอาหารคุณผู้หญิงจึงลดลงทำให้คุณไม่รู้สึกหงุดหงิด หรือ อ่อนเพลีย แถมถ้าคุณผู้หญิงทานแอปเปิ้ล 2-3 ผลต่อวัน ช่วยลดปริมาณโคเลสเตอรอลในกระแสเลือดได้อีกต่างหาก เพราะแอปเปิ้ลมีเพคตินซึ่งเป็นไฟเบอร์ที่ละลายน้ำได้ ผลจากการวิจัยชี้ว่า เมื่อกรดในทางเดินอาหารย่อยสลายไขมัน และแยกโคเลสเตอรอลออกมาเสร็จสิ้นแล้ว เพคตินจากแอปเปิ้ล จะไปคอยดักจับโคเลสเตอรอลเหล่านั้น และพาไปทิ้งก่อนที่จะถูกดูดกลับเข้าร่างกายของเรานั่นเอง
2.ฝรั่ง
คุณผู้หญิงทั้งหลายทราบหรือไม่คะว่าฝรั่ง 1 ขีดมีวิตามินซีสูงถึง180 มิลลิกรัม วิตามินซี มีบทบาทในการสร้างคอลลาเจน ที่ทำให้ผิวพรรณบนใบหน้าของคุณผู้หญิงเต่งตึง ไม่แก่ก่อนวัยวิตามินซี เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งเจ้าตัวสารต้านอนุมูลอิสระนี้เอง ที่ทำให้คอลลาเจนและอีลาสตินเสื่อมสภาพ ผิวหนังแห้งเหี่ยว เกิดริ้วรอยตีนกา วิตามินซี มีความสำคัญต่อการสร้าง และบำรุงเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน(ConnectiveTissue) เซลล์นับล้านๆ ตัวเกาะเกี่ยวกันเป็นร่างกายได้ ด้วยเนื้อเยื่อที่เรียกว่า คอลลาเจนมันคือคอลลาเจนตัวเดียวกันกับคอลลาเจน ที่ทำให้ผิวพรรณบนใบหน้าของคุณผู้หญิงทั้งหลายเต่งตึงนั่นเอง และเพราะฝรั่งอุดมไปด้วยวิตามินซีนั่นเอง คุณๆ ทั้งหลายที่อยากคงความเป็นหนุ่มเป็นสาวให้แก่ผิวสวยไว้นานๆ ลองหันมาทานฝรั่งเป็นประจำดูนะคะ
3. กล้วยไข่
ในกล้วยไข่มีสารต้านอนุมูลอิสระที่เรารู้จักกันดี คือ เบต้าแคโรทีนโดยธรรมชาติ เมื่อคุณผู้หญิงเริ่มมีอายุมากขึ้นๆ เลยอายุ 22 ปีไปแล้ว ความเจริญเติบโตของร่างกาย จะเริ่มหยุด ความเสื่อมในส่วนต่างๆ ของร่างกายจะเริ่มมาเยือนอย่างช้าๆ ขณะนั้นเองมีสองสิ่งที่สำคัญเกิดขี้นในร่างกายของเรา ซึ่งก็คือ สิ่งแรก เซลล์ในร่างกายทุกเซลล์จะผลิตอนุมูลอิสระมากขึ้น สิ่งที่สองความสามารถในการซ่อมแซม ส่วนที่สึกหรอของร่างกายจะลดลงเรื่อยๆ พร้อมกันนั้นความสามารถ ในการจำกัดอนุมูลอิสระ ( Detoxification ) ก็ลดลงอย่างน่าตกใจเช่นกัน ดังนั้น กลยุทธ์ที่คุณจะสู้กับความแก่ด้วยตนเอง ก็คือ คุณผู้หญิงควรรับประทานอาหาร ที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระให้มาก ซึ่งสารนี้เรารู้จักในชื่อที่ เรียกว่า แอนตี้ออกซิแดนท์ (Antioxidants) ซึ่งในกล้วยไข่ 1 ขีด มีสารเบต้าแคโรทีนถึง 492มิลลิกรัม เชียวค่ะ
4. ส้ม
ผลไม้ที่นับเป็นแหล่งวิตามิน เกลือแร่ และเส้นใยธรรมชาติ การรับประทานส้มโดยไม่คายกาก จะช่วยคุมน้ำหนักได้อีกด้วยนะคะ เพราะจะทำให้คุณผู้หญิงรู้สึกอิ่ม เป็นประโยชน์สำหรับ คุณผู้หญิงที่ควบคุมน้ำหนักอยู่ หากรู้สึกหิวขึ้นมาเมื่อใดลองเปลี่ยนจากขนมปังแซนด์วิช หรือโดนัท ให้ลองหยิบส้มสักลูกขึ้นมาทานแทนรับรองได้ประโยชน์มากกว่าแน่นอนค่ะ
5. ลูกพรุน
เป็นแหล่งที่ดีของโปแตสเซียม เหล็กและไฟเบอร์ที่สำคัญเชียวค่ะ ลูกพรุน ช่วยทำให้ผิวพรรณของคุณผู้หญิงนั้นสวยใสดูมีมีเลือดฝาดเพราะเมื่อคุณผู้หญิงมีอายุเลย 25 ปีไปแล้ว ร่างกายก็จะเริ่มเสื่อมโทรม ไขมันเริ่มเข้าสะสมตามที่ต่างๆ ในร่างกายได้ง่ายๆ ใบหน้าที่เคยอิ่มด้วยเลือดฝาด ก็เริ่มหมองคล้ำผิวพรรณซีดโทรมได้ง่ายๆ ซึ่งมาจากหลายสาเหตุ เช่นผิวมีความหนามากขึ้นตามวัย จนมองไม่เห็น เลือดฝาด คือ เป็นโรคโลหิตจางนั่นเองค่ะ
6. บรอคโคลี่
เป็นพืชอีกชนิดหนึ่งที่เหมาะอย่างยิ่ง สำหรับคุณผู้หญิงทั้งหลาย เพราะบรอคโคลี่เป็นแหล่งซีลีเนียมตามธรรมชาติช่วยบำรุงผิวพรรณ(ซีลีเนียม จะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับผิวหนัง จึงทำให้ผิวดูอ่อนวัยนุ่มนิ่ม มีน้ำมีนวลเหมือนหนุ่มสาว ) แถมยังช่วยลบริ้วรอยเหี่ยวย่นอีกด้วยนะคะ แหมอย่างนี้ไม่ทานไม่ได้แล้ว
7. ถั่ว
ผู้หญิงทุกคนอยากมีหุ่นสวยเพรียว ไม่มีไขมันส่วนเกินสะสม ถั่ว…ช่วยคุณได้ค่ะ “ถั่ว” เป็นอาหารที่อุดมไปด้วยโปรตีน เหล็ก วิตามินบีนอกจากนี้ยังมีการค้นพบว่า เมื่อคุณรับประทานอาหารที่มีไฟเบอร์ ชนิดที่ละลายน้ำได้ (ซึ่งอยู่ในถั่วนั่นเองค่ะ) ไฟเบอร์จะทำหน้าที่ช่วยเคลือบผิวกระเพาะ ซึ่งทำให้รู้สึกอิ่มเร็วและอิ่มนานความอยากอาหารจะลดลง นับว่ามีประโยชน์กับคุณผู้หญิง ที่กำลังควบคุมน้ำหนักมากเลยทีเดียวค่ะ
ขอบคุณภาพจาก Hilight.kapook.com
บทความโดย : Ladyvisa.com

สุดยอด!!! ผักผลไม้เพื่อสุขภาพ



 ผัก ผลไม้ แอปเปิ้ล ส้ม ฝรั่ง อาหาร
สุดยอด!!! ผักผลไม้เพื่อสุขภาพ
เพื่อสุขภาพพลานามัยที่ดีของคุณสาวๆ ขอแนะนำผักผลไม้ 7 ชนิด สำหรับคุณผู้หญิงที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีสารที่เป็นประโยชน์แก่หญิงทุกวัย ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งงดงาม และยังช่วยชะลอความชราได้อีกด้วย ดังนี้
 ลูกพรุน (Prunes)
         ลูกพรุน เป็นแหล่งที่ดีของโปแตสเซียม เหล็กและไฟเบอร์ ที่สำคัญพรุนช่วยทำให้ผิวพรรณมีเลือดฝาด พรุนเป็นแหล่งธาตุเหล็กที่ดี พรุนแห้งหนึ่งขีดมีธาตุเหล็ก 2.78มิลลิกรัมและมีวิตามิน ซี ซึ่งช่วยในการดูดซึมธาตุต่าง ๆ เข้าสู่ร่างกาย ดังนั้นหากคุณผู้หญิงอยากมีร่างกายแข็งแรง สมบูรณ์ริมฝีปากแดงสดเหมือนสตรอเบอรี่ แก้มแดงใสเหมือนลูกเชอรี่โดยไม่ต้องใช้เครื่องสำอาง ดูเป็นคนที่มีสุขภาพดีสมบูรณ์ด้วยเลือดฝาด
  ถั่ว
           ผู้หญิงทุกคนอยากมีหุ่นสวยเพรียว ไม่มีไขมันส่วนเกินสะสมถั่วช่วยคุณได้ค่ะ ถั่วเป็นอาหารที่อุดมไปด้วยโปรตีน เหล็ก วิตามินบีนอกจากนี้นักวิทยาศาสตร์ยังค้นพบว่าเมื่อคุณรับประทานอาหารที่มีไฟเบอร์ชนิดที่ละลายน้ำได้ (ซึ่งถั่วมีอยู่แล้วมากมาย)ไฟเบอร์จะเคลือบผิวกระเพาะทำให้รู้สึกอิ่มเร็วและอิ่ม-นานความอยากอาหารจะลดลง ซึ่งแน่นอนว่ามีประโยชน์กับคุณสุภาพสตรีที่ต้องการลดความอ้วนเป็นอย่างมาก
แอปเปิ้ล ผลไม้
  แอปเปิ้ล            มีสารสำคัญ คือ เบต้าแคโรทีน วิตามินซีและเส้นใยไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำ ที่ชื่อ เพคติน แต่ที่น่าสนใจสำคัญคุณผู้หญิงทั้งหลายคือ เจ้าตัว เพคตินนี้มีคุณสมบัติช่วยลดความอยากอาหาร ลดน้ำหนัก และลดโคเลสเตอรอล หากคุณหิวจนตาลาย แต่ยังไม่ถึงเวลาอาหารแอปเปิ้ลสักลูกจะช่วยลดความหิวได้ เพราะแอปเปิ้ลมีแป้ง และน้ำตาลในรูปของน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวถึง75 %ทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมน้ำตาลพิเศษชนิดนี้ได้รวดเร็วและนำไปใช้ประโยชน์ได้ ในเวลาไม่เกิน 10 นาที
 บรอคโคลี่
           เป็นพืชอีกชนิดหนึ่งที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคุณสุภาพสตรีทั้งหลาย เพราะบรอค-โคลี่เป็นแหล่งซีลีเนียมตามธรรมชาติซึ่งเจ้าตัว ซีลีเนียมนี้ที่ช่วยบำรุงผิวพรรณ
 (ซีลี-เนียมจะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับผิวหนัง จึงทำให้ผิวดูอ่อนวัยนุ่มนิ่ม มีน้ำมีนวลเหมือนหนุ่มสาว) แถมยังช่วยลบริ้วรอยเหี่ยวย่นอีกด้วย
 กล้วยไข่
            กล้วยทุกชนิด ดีต่อสุขภาพแต่กล้วยไข่ดีเป็นพิเศษ ในเรื่องของสารต้านอนุมูลอิสระที่เรารู้จักกันดี คือ เบต้าแคโรทีนโดยธรรมชาติ เมื่อเราอายุพ้นยี่สิบสองไปแล้วความเจริญเติบโตของร่างกายจะเริ่มหยุดชะงัก ความเสื่อมในส่วนต่างๆ ของร่างกายก็จะเริ่มมาเยือนอย่างช้าๆ
  ฝรั่ง
            ฝรั่ง 1 ขีดมีวิตามินซีสูงถึง180 มิลลิกรัม วิตามินซีมีบทบาทในการสร้างคอลลาเจนที่ทำให้ผิวพรรณบนใบหน้าของคุณเต่งตึงไม่แก่ก่อนวัยวิตามินซี เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งเจ้าตัวสารต้านอนุมูลอิสระนี้เองที่ทำให้คอลลาเจนและอีลาสตินเสื่อมสภาพผิวหนังแห้งเหี่ยว เกิดริ้วรอยตีนกาวิตามินซี มีความสำคัญต่อการสร้าง และบำรุงเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน(ConnectiveTissue)เซลล์นับล้านๆ ตัวเกาะเกี่ยวกันเป็นร่างกายได้ด้วยเนื้อเยื่อที่เรียกว่า คอลลาเจนมันคือคอลลาเจนตัวเดียวกันกับคอลลาเจนที่ทำให้ผิวพรรณบนใบหน้าของคุณผู้หญิงทั้งหลายเต่งตึงนั่นเอง และเพราะฝรั่งอุดมไปด้วยวิตามินซีนั่นเอง คุณๆทั้งหลายที่อยากคงความเป็นหนุ่มเป็นสาวให้แก่ผิวสวยไว้นานๆน่าจะลองหันมารับประทานฝรั่งเป็นประจำ
ส้ม แอปเปิ้ล ผลไม้   ส้ม
           แหล่งวิตามิน เกลือแร่ และเส้นใยธรรม-ชาติ การรับประทานส้มโดยไม่คายกากจะช่วยคุมน้ำหนักได้อีกวิธีหนึ่ง เพราะจะทำให้รู้สึกอิ่มท้องเร็ว เป็นประโยชน์สำหรับคนที่ต้องการลดน้ำหนักได้อย่างดีทีเดียวค่ะ นอกจากนี้ หากรู้สึกหิวก่อนเวลา แทนที่จะนึกถึงเค้กก้อนโต หรือโดนัทชิ้นใหญ่ให้ลองหยิบส้มสักลูกเข้าปากแทนจะได้ประโยชน์มากกว่าในราคาที่ถูกกว่าด้วย

         ผักและผลไม้ทั้ง 7 ชนิดที่กล่าวมาข้างต้นนั้นเป็นเพียงแนวทางเบื้องต้น สำหรับคุณๆ ผู้หญิงทุกท่านที่ต้องการรักษาสุขภาพ นอกจากผักผลไม้ทั้งเจ็ดนี้แล้วผักและผลไม้อื่นๆ ก็มีคุณประโยชน์ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันสถาบันโภชนาการแห่งชาติอเมริกาจึงได้แนะนำขนาด-ในการรับประทานผักผลไม้ในแต่ละวันว่า ควรจะรับประทานรวมกันให้ได้วันละครึ่งกิโล หรือ 5 ขีดจะช่วยให้คุณๆทั้งหลายมีสุขภาพแข็งแรง แจ่มใส ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บมารบกวน 

ขอบคุณเนื้อหาจาก ..สสส.

วันอังคารที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2555

ผิวหน้าไม่เรียบเนียน ฟังทางนี้!

จะว่าไปแล้วผิวหน้าไม่เรียบเนียนเนี่ยเป็นปัญหาใหญ่สำหรับผู้หญิงอย่างเราเลยก็ว่าได้ หากว่า ผิวหน้าไม่เรียบเนียน เกิดสิว ฝ้า มีริ้วรอย หรือแผลเป็น นั้นผิวหน้าของเราควรได้รับการดูแลและรักษาอย่างถูกวิธีและอย่างดีด้วย เพราะหากว่าดูแลไม่อาจเกิดการสะสมเรื้อรังทำให้การรักษาครั้งต่อไปนั้นยากขึ้น

พญ.
วิญญารัตน์ ตันศิริ ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหน้าและผิวพรรณมีคำแนะนำในการดูแลผิวว่า การดูแลผิวพรรณนั้นสิ่งสำคัญไม่ใช่การเน้นใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวเพียงอย่างเดียวแต่ต้องดูแลจากภายใน โดยเฉพาะเรื่องอาหารควรเลือกรับประทานอาหารที่ย่อยง่ายมีกากใยสูง อาทิ ผัก ผลไม้ที่มีวิตามินอี เอ และซี เพื่อป้องกันอาการท้องผูก รวมถึงควรดื่มน้ำสะอาดมาก ๆ เพื่อช่วยให้ผิวพรรณมีความชุ่มชื่น

"
นอกจากอาหารและน้ำแล้ว สิ่งที่สาว ๆ ไม่ควรมองข้ามก็คือ การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอเพราะช่วงเวลานอนนั้นร่างกายจะทำการซ่อมแซมเซลล์ผิวหนังให้สดชื่น"ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังยังแนะนำถึงวิธีการทำความสะอาดผิวหน้าอีกด้วยว่า ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการทดสอบทางการแพทย์แล้ว ไม่ควรเลือกผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่ลื่นมีฟองมากเกินไปเพราะฟองอากาศจะมีสารเคมีที่ดึงความชุ่มชื้นของผิวทำให้ผิวแห้งมีปัญหาได้
ดูแลทั้งภายนอกและภายในรับรอง "ผิวสวยเรียบเนียน" ไม่ใช่ความฝันอีกต่อไป
ขอขอบคุณข้อมูลจาก มติชน